วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Wide aperture battle.Elmar VS Industar 50 VS Jupiter 8

ซื้อเลนส์รูรับแสงกว้างงงง มาใช้ ก็ต้องเปิดให้สุด มีเท่าไหร่เปิดให้หมด...
ไม่มีอะไรครับ พอดีจับเลนส์สี่ตัวมาทดสอบให้ชมกัน ว่าประสิทธิภาพของแต่ละตัวเมื่อรูรับแสงกว้างสุดนั้นเป็นอย่างไร
เข้าเรื่องเลยดีกว่า ^^
เลนส์ที่เอามาทดสอบนั้น มีอยู่สี่ตัว คือ
-Leitz Elmar 50mm f/3.5
-Industar-50 50mm f/3.5 (Rigid)
-Industar-50 50mm f/3.5 (Collapsible)
-Jupiter 8 50mm f/2

การทดสอบ ผมได้ถ่ายย้อนแสงหลอดไฟ เพื่อดูความฟุ้งของภาพ เลนส์ที่ดีจะไม่ฟุ้งจนรายละเอียดหายครับ
ผมจะตัดเรื่องสีของเลนส์ เพราะลืมตั้ง WB แบบ Manualและเรื่องการไล่แสงเงาซึ่งต้องดูกันเอง เพราะผมดูไม่เป็นครับ แหะๆ
ผลการทดสอบ ออกมาดังนี้

-Leitz Elmar 50mm f/3.5
ก่อนหน้านี้ผมได้เอามาลองถ่ายเทียบกับ Industar-50 (Rigid) แล้วพบว่า เลนส์เยอรมันแพ้เลนส์รัสเซีย ซึ่งผมก็สงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร หลังจากนั้นก็พบว่าหน้าชิ้นเลนส์ Elmar ตัวนี้มีคราบสารหล่อลื่นอยู่ภายใน เลยส่งไปทำ CLA ทั้งตัวกล้อง ตัวเลนส์ หมดค่าเสียหายซื้อกล้องรัสเซียได้หนึ่งตัวพอดี
ตอนนี้เลยเอามาทดสอบใหม่ ซึ่งก็ให้ผลที่น่าประทับใจ คือ บริเวณกลางภาพคมชัดดี ตัวอักษรชัด สังเกตบริเวณหลอดไฟนะครับ ฟุ้งน้อยมากๆ และภาพไม่เป็นหมอกๆเหมือนเอาเลนส์เป็นฝ้ามาใช้ แต่สังเกตดีๆจะพบแฟร์บริเวณขอบภาพครับ

 

Leitz Elmar 50mm f/3.5 @f/3.5
 
Leitz Elmar 50mm f/3.5 @f/18

-Industar-50 50mm f/3.5 (Rigid)
เลนส์ราคาไม่แพง ทำให้ผมต้องตะลึงกับประสิทธิภาพของมัน คือมันให้ภาพที่คมชัดมากๆ ตัวอักษรนั้นคมชัด สีดำสนิทต่างจาก Elmar แต่กลับให้ภาพบริเวณแสงที่เป็นฟุ้งกว่า (เลนส์แพ้แสงจ้าๆอย่างหลอดไฟ) ส่วนเรื่องแฟร์นั้น กลับทำได้ดีกว่าเลนส์ Elmar ครับ


 
Industar-50 50mm f/3.5 @f/3.5
 
Industar-50 50mm f/3.5 @f/16


-Industar-50 50mm f/3.5 (Collapsible)
ตัวนี้โดยรวมแล้วเหมือนกับตัวด้านบนที่ยืด-หดเลนส์ไม่ได้ครับ ชิ้นเลนส์น่าจะชิ้นเดียวกัน แต่งงคือภาพที่ได้กลับคมน้อยกว่านิดหนึ่ง และควบคุมความฟุ้งของแสงไฟไม่ดีเท่า
ส่วนตัวคาดว่าน่าจะมาจากอายุของเลนส์ที่มากกว่า หรือ QC ไม่ดี แต่โดยรวมนั้นยังอยู่ในขั้นดี




-Jupiter 8 50mm f/2
เลนส์ไวแสงจากรัสเซียอีกตัว ตัวนี้จะเป็นเวอร์ชั่นท้ายๆของรุ่นนี้ แน่นอนว่ามันใหม่กว่าตัวอื่นๆ
ที่รูรับแสงกว้างสุดนั้นฟุ้งตามประสาเลนส์ไวแสงยุคเก่า แต่การควบคุมความฟุ้งของแสงนั้นทำได้ดีมาก พอๆกับเลนส์ Leitz Elmar ที่เอามาทดสอบ
หากหรี่รูรับแสงลงเป็น f/4 ภาพที่ได้ถือว่าคมใช้ได้ ถึงไม่เท่า Industar-50 แต่ก็สูสี ไม่ใช่ว่าเลนส์ไม่ดีนะครับ แต่ Industar-50 มันดีมาก ภาพที่ได้มันจึงคมเหมือนเลนส์ในยุคดิจิทัล




สรุป
Leitz Elmar 50mm f/3.5 เป็นเลนส์ที่ดีครับ ดีมาก ราคาสูงมาก การประกอบเนี้ยบ แต่ถ้าวัดเรื่องความคุ้มค่าแล้ว Industar-50 50mm f/3.5 จะคุ้มกว่ามากๆ เพราะเลนส์ Elmar ตัวเดียว สามารถซื้อเลนส์ Industar-50 ได้ราวๆเกือบห้าตัว ความคมของสองตัวนี้ใกล้เคียงกัน ความคมของ Elmar นั้นจัดว่าดีมาก แต่ยังแพ้ Industar-50 อยู่น้อยมากๆ แต่ว่าการความคุมความฟุ้งบริเวณแหล่งกำเนิดแสง Elmar ทำได้ดีกว่า เรื่องแฟร์ Elmar สู้ Industar-50 ไม่ได้ครับ เกิดแฟร์อย่างชัดเจน ในขณะที่ Industar-50 นั้นเกิดน้อยกว่า ส่วนในสี Elmar ให้สีที่ตรงกว่าในขณะที่ Industar-50 ให้สีติดเหลือง(โทนอุ่น)มากกว่าครับ

ส่วน Jupiter 8 นั้น จริงๆจะไม่ได้เอามาเทียบเพราะว่าสามตัวแรกนั้นมันเกี่ยวโยงกัน คือ Industar-50 จัดว่าเป็น Elmar copy เลยมาเปรียบเทียบกันให้ดู แต่พอดีได้เลนส์มา เลยเอามาทดสอบให้ดูครับ
ที่รูรับแสงกว้างสุดนั้นฟุ้งทั้งภาพครับ ไม่คม แต่เป็นปกติของเลนส์ราคาไม่แพงยุคนั้น (เลนส์ราคาถูกอย่าง Nikkor 50mm f/1.8D ที่รูรับแสงกว้างสุดก็ฟุ้งครับ แต่น้อยกว่า Jupiter 8 หน่อย) หากรี่ลงมาที่ f/4 จะคมใช้ได้ แต่ก็ไม่เท่าสามตัวด้านบน การความคุมความฟุ้งที่แหล่งกำเนิดแสงทำได้ดีมากครับ หากถามว่าฟุ้งๆจะไปถ่ายอะไรได้ คือถ่ายได้ครับ ขนาดเลนส์ที่ทำขายแพงๆเขายังทำให้ฟุ้งกันเลย (พวก Soft focus อย่าง Mamiya 150mm สำหรับ RB67) ถ่ายรูปพอร์ตเทรตแนวฟุ้งๆ รูปเด็ก ประมาณนี้ครับ
สุดท้ายนี้อยากจากบอกว่า จะถ่ายรูปสวย-ไม่สวย ไม่ได้อยู่ที่ความคมของเลนส์ครับ ^^
ขอให้ถ่ายภาพอย่างมีความสุขครับ ^^

ปล.บททดสอบนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าเลนส์ตัวไหนดีที่สุดนะครับ มันอยู่ที่การใช้งานจริงด้วย แค่รูปถ่ายจัดแสงไฟมันอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินว่าตัวไหนดีที่สุดครับ

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โหมดต่างๆบนตัวกล้อง(M A P S)

M A P S
คือ Creative modes ซึ่งเป็นโหมดที่ยอมให้เราปรับค่าต่างๆได้เอง โดยเฉพาะโหมด Manual นี่จะสามารถปรับได้ทั้งหมด
เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าแต่ละโหมดต่างกันอย่างไรและจะเอาไว้ใช้ตอนไหน

     Manual ชื่อก็บอกแล้วว่าทำเอง ปรับเอาเอง (Manual มีรากศัพท์มาจาก Manu- แปลว่าด้วยมือ) ดังนั้นโหมดนี้จะยอมให้สามารถปรับค่าทุกอย่างเองได้หมดโดยที่กล้องจะไม่ไปวุ่นวายกับค่าที่เราตั้งเอาไว้ หลายคนคิดว่าใช้โหมดนี้แล้วจะเก่ง ทำให้เรียนรู้ได้ไว อันนี้ขอเถียงว่าไม่จริง ยืนยัน นอนยัน กระโดดยันสองทีนได้เลย ถ้าอยากเรียนรู้ได้ไวก็ไปเปิดหนังสือนู่น ว่าวัดแสงที่สีนี้ชดเชยยังไง dial หมุนที่ละกี่ step (หลายคนเรียก stop แต่ก็ใช้ได้ทั้งคู่ หรือจะเรียกว่า EV ก็ได้) ความเร็วชัตเตอร์เท่านี้ๆพอมั้ย ต้องการให้ DOF มากๆทำยังไง ฯลฯ
แต่สำหรับผมแล้ว ผมถนัดโหมดนี้ที่สุด สาเหตุเพราะ
1. ขี้เกียจกดปุ่ม AE lock ขี้เกียจหมุนชดเชยแสง
2. ใช้มานานแล้ววัดแสงก็แม่นแล้ว และไม่ได้เร่งรีบอะไร
     ประโยชน์ของโหมดนี้คือ เหมาะกับสภาพแสงเดิมๆ ต้องการความเร็วชัตเตอร์เดิมๆ ระยะชัดเดิมๆ พูดง่ายๆคือสถานการณ์เดิม เช่นถ่ายในห้องปิดโดยไม่ใช้แฟลช มีแสงจากหลอดไฟและคงที่ เป็นต้น และข้อดีอีกข้อของมันคือสามารถกำหนดความเร็วชัตเตอร์ได้เองในโหมดความเร็วชัตเตอร์ bulb หรือเปิดม่านชัตเตอร์จนกว่าจะปล่อยมือออกจากปุ่ม เช่นตอนถ่ายพลุ เราก็กำหนดได้ว่าจะเปิดรับแสงตอนไหน จะหยุดรับแสงตอนไหน เป็นต้น แต่ข้อเสียคือถ้าเจอสภาพแสงเปลี่ยนไปตลอดๆ เดี๋ยวเข้าร่มเผลอแป๊บเดียวออกมากลางแจ้งแล้วก็เข้าร่มไปอีก(ถ้ามันมีนะ แหะๆ) หรือพูดง่ายๆคือเดี๋ยวมืดลงเดี๋ยวสว่างขึ้น โหมดนี้ไม่ทันกินแน่นอน เว้นแต่คนถ่ายจะแม่นเรื่องวัดแสงจริงๆ

     Aperture priority (หรือโหมด Av ใน Canon) Aperture หรือรูรับแสง สงสัยมั้ยว่ารูรับแสงเอาไว้ทำอะไร? คร่าวๆคือเอาไว้ปรับระยะชัดของภาพ หรือ Depth of Field ซึงตัวแปรนี้คือคำตอบของคำถามประเภท "ทำอย่างไรให้หน้าชัด หลังเบลอ?" (จริงๆอยากให้หน้าชัดก็โฟกัสที่ด้านหน้าสิฟระ ไปโฟกัสด้านหลังก็หน้าเบลอหลังชัดพอดี) ทดลองง่ายๆคือลองมองวัตถุๆหนึ่งใกล้ๆแล้วลืมตาจนสุด กับหรี่ตาให้มากเท่าที่จะยังมองเห็นอยู่ จะพบว่าเมื่อหรี่ตาเราก็จะเห็นว่าระยะชัดนั้นมากขึ้น แต่วิธีที่ง่ายคือเอากล้องมาทดลองเลยดีกว่า
สรุปแล้วรูรับแสงมีผลต่อ
1. ระยะชัดจากจุดที่โฟกัส รูรับแสงกว้าง ระยะชัดจะน้อย รูรับแสงแคบ ระยะชัดจะมาก และจำไว้ว่าระยะชัดจากจุดโฟกัสจะแบ่งออกเป็นสามส่วน หน้าจุดโฟกัสหนึ่งส่วนและหลังจุดโฟกัสอีกสองส่วน
2. ขนาดของแหล่งกำเนิดแสง ถ้าลองไปถ่ายรูปรถวิ่งโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆดู จะพบว่าเส้นของไฟรถจะใหญ่เมื่อเราใช้รูรับแสงกว้าง และเล็กเมื่อเราใช้รูรับแสงแคบ กล่าวคือขนาดของแหล่งกำเนิดแสงแปรผันกับขนาดรูรับแสง
     สถานการณ์ที่เหมาะกับการใช้โหมดนี้คือ เราต้องการระยะชัดที่แตกต่างกันไปโดยไม่สนใจความเร็วชัตเตอร์และสภาพแสง โดยโหมดนี้จะยอมให้ปรับค่าได้ทุกอย่างยกเว้นความเร็วชัตเตอร์ (แต่กล้องบางรุ่นสามารถตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ขั้นต่ำได้) เช่นถ้าจะถ่ายนางแบบโดยใช้เลนส์ฟิกซ์ สมมุติว่าใช้ 85mm f/1.4 ก็แล้วกัน ถ่ายเต็มตัว ใช้ 1.4 อาจจะได้ระยะชัดที่กำลังเหมาะ แต่ถ้าถ่ายโคลสอัพใบหน้าแบบใกล้ๆอาจจะชัดแค่ตาแต่จมูกเบลอ ดังนั้นเราก็ปรับเพียงแค่ dial ลดขนาดรูรับแสงเท่านั้นไม่ต้องไปสนใจค่าอื่น และไม่ว่าสภาพแสงจะเป็นอย่างไร กล้องก็จะคำนวณความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้เอง แต่โหมดนี้ต้องอาศัยการชดเชยแสงด้วย!
      85mm f/1.4 แล้ว f/1.4 คืออะไร? f คือทางยาวโฟกัส ในที่นี้คือ 85mm f/1.4 ก็คือ 85/1.4 จะได้เส้นผ่านศูนย์กลางของรูรับแสงคือ 60.71mm หรือ 2893.3 square.mm. นั่นเอง

     Shutter priority (หรือโหมด Tv ใน Canon) คล้ายๆกับ Aperture priority กล้องยอมให้เราปรับทุกอย่างยกเว้นขนาดของรูรับแสง ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุก็ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ กล้องรุ่นใหญ่ๆส่วนมากจะปรับได้สูงสุดที่ 1/8000 วินาที
     เหมาะสำหรับว่าเราต้องการหยุดให้วัตถุอยู่นิ่งหรือจะแพนตามวัตถุไป จะมีประโยชน์มากกรณีถ่ายแนว Street Life ที่เราไม่ต้องการเน้น DOF แต่เน้นอารมณ์และความรู้สึก

     Program โหมดนี้ไม่มีอะไรมาก คือตัวกล้องจะคำนวณความเร็วชัตเตอร์และขนาดของรูรับแสงให้เองแต่ก็ยังพอปรับรูรับแสงได้ และค่าอื่นๆก็ยังปรับได้ตามปกติ พูดง่ายๆคือ มันก็คือโหมดออโต้ที่ยืดหยุ่นนั่นแหละ (อย่างใน D700 dial หลังจะปรับรูรับแสง และ dial หน้าจะชดเชยแสง) โหมดนี้เป็นโหมดที่ผมไม่ค่อยได้ใช้ พูดง่ายๆคือไม่เคยใช้เลยไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรดี

สรุปแล้ว
แสงก็เหมือนกับน้ำ
รูรับแสงก็เหมือนวาล์วน้ำ
ความเร็วชัตเตอร์ก็คือเวลา
เซ็นเซอร์รับภาพก็เหมือนถังน้ำ

เปิดวาล์วน้ำกว้าง น้ำก็เต็มไว ไม่ต้องใช้เวลามาก
ใช้เวลานานๆก็ไม่ต้องเปิดวาล์วกว้าง ทุกอย่างต้องสมดุล
ถ้าเปิดวาล์วกว้างเกินไป น้ำก็ล้น(ภาพจ้า)
ถ้าใช้เวลาเปิดวาล์วน้อยเกินไป น้ำก็ไม่เต็ม(ภาพมืด)

    ทุกอย่างก็เป็นแค่แนวทาง ไม่ได้ว่าต้องทำตามเป๊ะๆ อย่างผมถนัดโหมด M เพราะเหตุผลที่บอกข้างต้น โหมดอื่นขี้เกียจใช้ แต่ก็ยังมีใช้บ้างตามสถานการณ์ ใครใคร่ใช้โหมดไหนก็ใช้ไปตามถนัดนั่นแล...


ยกตัวอย่างจากรูปในหนังสือ อันนี้โหมด M เพิ่มความสว่างกับปรับคอนทราสต์ (เพราะตอนนั้นผมวัดแสงไม่แม่นจริง) แค่อยากจะบอกว่า โหมดอะไร ถ้าถูกจังหวะ ถ่ายให้เป็น มันก็ดูดีหมดนั่นแหละ รูปนี้ใช้รูรับแสงไม่แคบมาก เพราะแค่นี้ DOF ก็ครอบคลุมเกือบหมดแล้ว



แถมให้ นี่คือรูปคู่สี เกี่ยวข้องกับ White balance และการถ่ายภาพ เอามาจากโพสต์ของพี่แอ่ว RBJ (ช่างภาพชื่อดังจากเว็บ Pixpros) เคยได้คุยกันอยู่สองครั้ง สองวัน วันแรกไปซื้อกล้อง วันที่สองไปซื้อเลนส์ ฮา ...พี่เขาให้ความรู้เต็มที่ เสียดายไม่มีเวลา อดได้ความรู้จากพี่เขาไปเลย